กลยุทธ์การอยู่รอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในวันที่ราคาวัตถุดิบไร้เสถียรภาพ
ในปัจจุบันนี้ ค่ายรถยนต์ระดับโลก ต้องรับมือกับวิกฤตที่ซับซ้อน อันเนื่องมาจากราคาเหล็กและแร่ธาตุที่พุ่งสูงขึ้น กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์อนาคต มีความเสี่ยงสูงกว่าที่เคย คล้ายกับการวางแผนการผลิตสินค้าที่มีต้นทุนไม่คงที่ ความผันผวนของราคาอลูมิเนียม คือปัจจัยหลักที่จะตัดสินว่าบริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุน
บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายหลัก ในเขตเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแคนาดา กำลังถูกบีบจากทุกทิศทาง จากการกดดันของนโยบายภาครัฐ การหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้า สร้างภาระในการจัดซื้อโคบอลต์และแมงกานีส ซึ่งราคาในตลาดโลกเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การเมือง
ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่พยายามลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการขนส่งทางทะเล แต่ความเป็นจริงกลับพิสูจน์ว่านี่คือการแลกปัญหาหนึ่งกับอีกปัญหาหนึ่ง เมื่อความต้องการในประเทศพุ่งสูงแต่อุปทานมีจำกัด
การกระจุกตัวของการจัดซื้อในภูมิภาคเดียว อาจเกิดปัญหาหากมีมาตรการภาษีใหม่เกิดขึ้นภายในประเทศ เหมือนกับที่นักวิเคราะห์กล่าวว่า "การหนีปัญหาจากระดับโลกมาเจอปัญหาในระดับท้องถิ่น"
ตลาดเหล็กในสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาษีนำเข้าตามมาตรา 232 ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ในอเมริกาต้องแบกรับต้นทุนที่แพงกว่าคู่แข่งข้ามชาติ
บริษัทถลุงเหล็กยักษ์ใหญ่ คาดการณ์ว่ายอดการส่งมอบจะเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของแบรนด์ดังอย่าง Ford ลิงก์นี้ และ GM โครงการนำการผลิตรถยนต์รุ่นหลักกลับมายังบ้านเกิด สร้างภาระให้แก่อุปทานที่มีอยู่อย่างจำกัด
ความสำเร็จของผู้ผลิตรถยนต์ในอนาคต ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ แต่คือการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกมิติ ผู้นำที่กล้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจัดซื้อ จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ในบทสรุป การเข้าใจถึงกลไกของราคาเหล็กและแร่ธาตุ คือก้าวแรกของการสร้างอุตสาหกรรมที่แข็งแรง